วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

แม่กลองแคมป์


แนะนำที่ท่องเที่ยว www.maeklongcamp.com

ทริปต่อไปต้องไปให้ถึง

บรรยากาศตอนเช้าที่หลวงพระบาง

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

เชียงคาน-แก่งคุดคู้


อำเภอเชียงคาน
เป็นอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งของจังหวัดเลย บรรยากาศคล้ายทางภาคเหนือมีความเงียบสงบและความบริสุทธิ์สดใสเสมือนสาวน้อยวัยละอ่อน บริสุทธิ์สดใส มีประเพณีและวัฒนธรรมที่งดงามซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าประทับใจ
ครั้งหนึ่ง ได้มาเยือนทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจกับภาพที่งดงามของเชียงคาน เช่น สถาปัตยกรรมการออกแบบโบสถ์ที่งดงาม ซึ่งที่นี่มีวัดถึง 6 วัด จึงไม่น่าแปลกว่าที่คนที่นี่มีความสามัคคี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยแต่ละบ้านจะมีการพาสมาชิกในครอบครัวใส่บาตรทุกเช้าโดยมีผู้ใหญ่เป็นต้นแบบ ซึ่งในวันสำคัญจะพาลูกหลานไปทำกิจกรรมที่วัดและปฏิบัติธรรมเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่งนอกจากนี้ เชียงคานมีเรือนไม้เก่าคลาสิคมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามริมแม่น้ำโขงที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆเช่น


แก่งคุดคู้
เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมากจากการที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ทำให้หินเหล่านี้มีสีสันไปต่าง ๆ ตัวแก่ง กว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งไทยเท่านั้นเอง ซึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน บริเวณแก่ง มีร้านอาหารจำหน่ายมากมาย
ภูทอก
นับเป็นจุดที่เราสามารถชมวิวอำเภอเชียงคานและลำน้ำโขงได้เป็นอย่างดี ด้วยการที่ภูทอกเป็นภูเขาสูงริมแม่น้ำโขง เราจึงสามารถชมทิวทัศน์รอบๆ ได้ เช่นตัวอำเภอเชียงคาน

บ้านหาดเบี้ย
เป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำโขง อาชีพของชาวบ้านในแถบนี้จะเก็บก้อนหินจากแม่น้ำโขงขึ้นมาขายทั้งที่เป็นรายได้เสริม และรายได้หลัก หินที่เก็บมานี้จะมีสีสันสวยงาม ลวดลายดูแปลกตา มีราคาแตกต่างกันไป

หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ

ตั้งอยู่ที่บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน การเดินทางใช้เส้นทางเมืองเลย-เชียงคาน ระยะทาง 38 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางไปบ้านนาสี จนถึงบ้านนาป่าหนาด อีกประมาณ 10 กิโลเมตร ชาวไทดำได้อพยพมาจากเมืองเชียงขวางประเทศสปป.ลาว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2448 มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านนาป่าหนาด ปัจจุบันยังมีการอนุรักษ์ วัฒนธรรมและความเชื่อสืบต่อกันมา ภายในหมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำมีบ้านซึ่งสร้างขึ้นตามแบบเอกลักษณ์ดั้งเดิมของชาวไทดำ รวมทั้งเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตและยังมีการรวมกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองของชาวบ้าน

วัดศรีคุณเมือง
ตั้งอยู่ที่ซอย 7 ถนนชายโขง ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ สร้างในแบบแปลกตา รูปร่างคล้ายโบสถ์ตามวัดภาคเหนือ ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติ

วัดท่าแขก

เป็นวัดเก่าแก่โบราณ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กิโลเมตร ก่อนถึงหมู่บ้านน้อยและแก่งคุดคู้ปัจจุบันเป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์ สกัดจากหินแกรนิตทั้งก้อน หน้าตักกว้าง 2 ศอก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก

พระพุทธบาทภูควายเงิน

ตั้งอยู่ที่บ้านอุมุง ตำบลบุฮม ตามเส้นทางสายเชียงคาน-ปากชม ระยะทาง 6 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านผาแบ่นมีทางแยกเข้าบ้านอุมุง 3 กิโลเมตร จะถึงทางขึ้นเขาเป็นทางลูกรังระยะทาง 1 กิโลเมตร เป็นรอยพระพุทธบาทที่ตั้งอยู่บนหินลับพร้า (หินลับมีด) ประชาชนเคารพนับถือมาก จะมีงานเทศกาลประจำปีในวันเพ็ญเดือน 3 หรือเดือน 4 ของทุกปี
พระใหญ่ภูคกงิ้ว
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์ ตั้งอยู่ที่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาบริเวณปากลำน้ำเหืองจรดกับแม่น้ำโขง เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทานพร หล่อด้วยไฟเบอร์ผสมเรซิ่นสีทองทั้งองค์ สูง 19 เมตรตัวฐานกว้าง 7.2 เมตร สร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 และประชาชนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2542 และในมหามงคลแห่งราชพิธิราชาภิเษก ครบ 50 ปี พ.ศ. 2543 สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2544 บริเวณโดยรอบสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำโขง และประเทศลาวได้ การเดินทาง จากตัวเมืองเลยทางหลวงหมายเลข 201 (เลย-เชียงคาน) ไป 47 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณสามแยกตรงไปจนถึงบ้านท่าดีหมี่ แล้วเลี้ยวขวาที่โรงเรียนบ้านท่าดีหมี่ ไปอีกประมาณ 2 กม.

การเดินทางไปเชียงคาน
โดยรถส่วนตัว
จากกรุงเทพใช้ทางหลวงหมายเลข 1(พหลโยธิน) เมื่อถึงจ. สระบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่าน อ. ปากช่องลำตะคองแยกซ้ายเข้าอ.สีคิ้ว จ. นครราชสีมาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ.ด่านขุนทดเข้าสู่ จ. ชัยภูมิ แยกขวาและไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ. คอนสวรรค์ อ. แก้งคร้อ ,อ. ภูเขียว,อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น เมื่อเชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 12 แยกซ้ายไปทางอ .คอนสาร จากนั้นแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 201 สู่เขต จ.เลยอีกที ที่ภูผาม่าน ผ่านภูกระดึง วังสะพุง ถึงตัวเมืองเลย สุดท้ายแยกขวาสู่ อ.เชียงคาน รวมระยะทางประมาณ 597 ก.ม.2. โดยรถสาธารณะ - บริษัทขนส่งมีรถโดยสารประจำทางวิ่ง กรุงเทพฯ-เลย เฉพาะวันศุกร์และวันอาทิตย์ www.transport.co.th

เที่ยวอย่างไรในเมืองเชียงคาน

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเมืองเชียงคาน รถจักยานยนต์และรถจักรยาน ถือเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งรีสอร์ท และ เกสต์เฮาส์แต่ละแห่งก็จะมีคอยให้บริการอยู่แล้ว หากต้องการเดินไปแก่งคุดคู้ก็ไปเช่าหารถสกายแล็ปแถวตลาด ราคา 100 บาท

เทศกาลท่องเที่ยวที่เชียงคาน

ในช่วงวันเทศกาลท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ วันสงกรานต์ซึ่งจะมีขบวนแห่สงน้ำพระพุทธรูปตลอดเส้นทางถนนกลางเมืองและมีการเล่นสงกรานต์คล้ายเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างมาเล่นร่วมกันเป็นบรรยากาศที่สนุกมาก อีกงานหนึ่งคือ เทศกาลงานออกพรรษาที่เชียงคาน ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนตุลาคมนั้นจะมีขบวนแห่เทียนออกพรรษา โดยแต่ละคุ้มวัดจะร่วมแรงร่วมใจกันทำเทียนประดับรถโดยใช้เวลาทำร่วมเดือนด้วยความสามัคคี มีการประกวดขบวนรถแห่เทียน ประกวดเทพีงานออกพรรษา แข่งขันเรือยาว คล้ายงานวัดเป็นงานที่สนุกมากถือได้ว่าเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปี ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเริ่มรู้จักและเข้ามาเที่ยวมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ตามเกสเฮ้าหรือรีสอร์ทแทบจะไม่ว่าง ถ้าจะให้สะดวกจริงคงต้องจองก่อนล่วงหน้า หากต้องการชมบรรยากาศยามเย็นในตัวอำเภอก็จะมีสวนสาธารณะริมแม่น้ำโขงที่บรรยากาศดีมากๆ จะมองเห็นทิวทัศน์โขดหิน เกาะแก่งสวยงามกลางน้ำและเป็นที่ออกกำลังกายได้อย่างดี

ตำนานเล็กๆที่เล่าต่อกันมาของแก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้มีเรื่องเล่าหรือตำนานที่กล่าวกันมาตั้งแต่โบราณ เมื่อได้สอบถามคนเก่าแก่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า มียักษ์ตนหนึ่งต้องการกั้นแม่น้ำโขงไว้เป็นของตน ทุกๆวันจะหาบหินมากั้นทางน้ำ เมื่อเหนื่อยก็จะมานอนพัก แล้วเด็กๆจะพากันมาเล่นลูกสะบ้าในจมูกและรีบออกมา แล้วในวันหนึ่งยักษ์ตนนั้นได้ใช้คานหาบหินจนคานหักและบาดคอตายทันที ทำให้กั้นแม่น้ำโขงไม่เสร็จ จึงทำให้เห็นหินขวางแม่น้ำโขงเป็นช่องว่างทางน้ำไหล ซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ หากไปเที่ยวแก่งคุดคู้จะมีโขดหินยื่นออกมาจากทางประเทศลาวที่มีช่องทางน้ำไหล ซึ่งมองดูแล้วก็สวยงามเป็นธรรมชาติไปอีกแบบหนึ่ง
แก่งคุดคู้มนต์เสน่ห์ของเชียงคาน

แก่งคุดคู้ชาวเชียงคานถือเป็นสวรรค์บนดินเพราะจุดหักโค้งของสายน้ำนานาชาติแห่งนี้มีเกาะอยู่กลางลำน้ำที่เพิ่มเสน่ห์ให้ชวนมองยิ่งนัก ป่าธรรมชาติเขียวขจี ภูเขาน้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่ฟากฝั่งลำน้ำโขงด้านเมืองสานะคาม แขวงไชยบุรีของลาว เหมือนภาพวาดของจิตรกรมือเอกที่ช่วยเสริมให้หาดทรายงามระยับ เกาะแก่งที่รับกับสายน้ำคดเคี้ยว ดูมีเสน่ห์ชวนให้หลงไหล
แก่งคุดคู้จะมีทั้งร้านอาหารทีจัดไว้บริการนักท่องเที่ยวและเป็นซุ้มมุงหญ้าคาแถวยาวเป็นระเบียงไม่ไผ่นั่งรับประทานอาหาร อย่างเป็นระเบียบริมหาดทรายที่ขาวสะอาด อากาศเย็นสบายเป็นธรรมชาติ มีอาหารหลากหลายชนิดไว้บริการ ส่วนอาหารที่ขึ้นชื้อคือ กุ้งเต้น โดยการนำกุ้งเล็กๆสดๆมาใส่เครื่องยำ รสชาติอร่อยมาก และยังมี กุ้งนอน ก็คือการนำกุ้งสดมาทอดกรอบเป็นแผ่นบางๆ กินกับส้มตำสูตรเด็ดของเชียงคานซึ่งจะไม่มีกลิ่นคาวปลาร้ารสชาติอร่อย และต้มยำปลาน้ำโขง โดยนำปลาน้ำโขงจริงๆมาทำต้มยำอร่อยมากทีเดียว

อาหารขึ้นชื่อของเชียงคาน

ตำซั้ว เป็นส้มตำแต่ใส่ขนมจีนร้อนลงไปด้วย จุดเด่นจะอยู่ที่เส้นขนมจีนที่เหนียวนุ่ม ไม่มีกลิ่นเปรี้ยว โดยการหมักที่มีเคล็ดลับเฉพาะ เส้นขนมจีนจะเหนียมนุ่มมีคุณภาพ นำมาผสมส้มตำแล้วอร่อยมาก หรือจะกินขนมจีนเปล่าร้อนๆใส่น้ำจิ้มก็อร่อย ชาวเชียงคานจึงนิยมรับประทานกันมากทำให้มีร้านขนมจีน-ส้มตำเกิดขึ้นมามากมาย

ห่อหมก ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมกหน่อไม้ หมกปลาน้ำโขง หมกไข่ปลา หมกสมอง ที่มีสูตรพิเศษทำได้อร่อยมาก ราคาไม่แพง ประมาณ 10-20 บาท

น้ำพริก หรือเรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า แจ่วบอง เป็นอาหารที่นิยมรับประทานกับผักนึ่ง จุดเด่นอยู่ที่พริกจะคั่วให้หอมนำมาตำกับเครื่องเทศต่างๆอร่อยมาก นิยมทำขายเป็นของฝาก ราคาไม่แพง ประมาณ 5-20 บาท

แหนมหมู รสชาติไม่เปรี้ยวไม่มีสารกันบูด หมักโดยวิธีธรรมชาติ รสชาติหอมอร่อย นำมาทานสดๆจะทอด หรือจะใช้ประกอบอาหารอย่างอื่นก็อร่อย ห่อด้วยใบตองสด ราคา 50 บาท

มะพร้าวแก้ว เป็นของฝากที่ขึ้นชื่อ นักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็นของฝาก รสชาติหอมหวาน มีทั้งชนิดเส้นและชนิดแผ่น ราคา 50-120 บาท

ของที่ระลึก

ผ้าห่มนวม เชียงคานเป็นแหล่งผลิตผ้าห่มนวมที่ใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดเลยนิยมทำเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยการผลิตที่มีคุณภาพราคาไม่แพงเกินไปมีหลายสีหลายลายให้เลือกตามใจชอบ เป็นอีกสินค้าหนึ่งที่ทำรายได้แก่ชาวเชียงคาน ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมซื้อเป็นของฝากเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

ขุนแม่ยะ


จันทร์เต็มดวงใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้ว เมื่อเราเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะ ที่บริเวณด่านแม่ยะ กม.67+500

อำเภอปาย อุณหภูมิที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ไว้ว่าจะต่ำลงอีก 3 องศาฯ เล่นเอาปวดกระดูก เพราะลำพังแค่เสื้อกันหนาวหนึ่งตัว กับผ้าพันคอหนึ่งผืน ไม่ช่วยให้ค่ำคืนอันแสนทรมานคืนนี้อบอุ่นขึ้นได้เลยหากทะเลหมอกที่ใครๆ ต่างจดจ้องมีสีขาวนวลชวนมอง ม่านฝุ่นสีแดงที่คละคลุ้งอยู่ตรงหน้า ก็เรียกความสนใจจากทุกชีวิตท้ายกระบะได้ไม่ยาก เพราะเมื่อกระทบกับแสงไฟ มันก็คล้ายการร่ายรำของธุลีที่สะกดทุกสายตาได้ดีนี่เองเวลา 45 นาที ที่ใช้ไปกับระยะทางเพียงแค่ 8 กิโลเมตร คงไม่ต้องสรรหาถ้อยคำไหนมาอธิบายสภาพของถนนได้อีกหนาวก็หนาว นานก็นาน มันเป็นการ ‘ไปถึง’ ที่ยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

แม่ยะ ขุนเขาแห่งดอกไม้เทวดา

“ดูสิ ----›”
เมื่อลองพลิกโปสการ์ดในมือตามคำเชื้อเชิญ ก็พบว่ามีดอกไม้สีชมพูแข่งกันเบ่งบานอยู่เต็มพื้นที่ของแผ่นกระดาษขนาด 4x6 นิ้ว มุมซ้ายมือด้านบนมีตัวหนังสือเล็กๆ สีน้ำเงินเขียนไว้ว่า ‘หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ, จ.แม่ฮ่องสอน’ฉันยืนอยู่ที่ความสูงราว 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่คือ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความมืดมิดของรัตติกาลทำให้ดอกไม้ไม่เป็นสีชมพูเหมือนดังภาพ รออีกราวชั่วโมงเศษ เมื่อแสงแรกของวันค่อยๆ ส่องสว่างนั่นแหละ จึงได้อุทานออกมากับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ได้ตกหลุมรักจนตาบอด(สี) แต่นี่มันภูเขาสีชมพูชัดๆ!มนูศักดิ์ เดี่ยววาณิชย์ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ บอกว่าต้นไม้ที่มองเห็นเป็นป่าสีชมพูนี้มีชื่อว่า นางพญาเสือโคร่ง หรือที่ใครๆ รู้จักกันในนามของ ซากุระเมืองไทย

“ปีนี้บานเร็ว เพราะอากาศตอนปีใหม่ไม่หนาวจัด ดอกจะออกขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ก่อนออกดอกจะทิ้งใบจนหมดต้น ถึงเวลาก็ออกดอกบานสะพรั่ง แต่จะบานสวยอยู่แค่ 15 วัน จากนั้นก็จะร่วงหล่นให้ต้นไม้ได้ผลิใบใหม่ เขาถึงเรียกกันว่า ดอกไม้เทวดา เพราะต้องคอยเฝ้าดูกันอย่างใกล้ชิด”หัวหน้ามนูศักดิ์ เล่าว่า เดิมทีพื้นที่บริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะเป็น ป่าเสื่อมโทรมจากการที่ชาวบ้านทำไร่ฝิ่น และขาดการดูแลดินและน้ำอย่างถูกต้อง ปี 2518 กรมป่าไม้ โดยกองอนุรักษ์ต้นน้ำ จึงได้กำหนดแผนพัฒนาต้นน้ำและจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบ นั่นจึงเป็นที่มาของหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่ 4 (แม่จอกหลวง) หรือหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ ในชื่อปัจจุบันการฟื้นฟูของหน่วยจัดการต้นน้ำ เริ่มจากการศึกษาวิจัยต้นไม้ที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อสภาพพื้นที่ได้ดีที่ สุด และนางพญาเสือโคร่งก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพรรณไม้ซ่อมแซมป่า

มีการปลูกนางพญาเสือโคร่งตั้งแต่เริ่มจัดตั้งหน่วยฯ จนถึงวันนี้กว่า 30 ปีแล้ว จากต้นไม้เล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไปลำต้นเติบใหญ่ กิ่งก้านขยายสาขา ทำให้มองเห็นขุนเขาเป็นสีชมพูไปทั้งลูกนอกจากภาพไกลตา ซากุระเมืองไทยที่อยู่ใกล้จนเอื้อมมือถึงก็มีให้เห็นดาษดื่นที่บริเวณลานกางเต็นท์ของนักท่องเที่ยวเราเดินลงจากเนินซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานหน่วยฯ ไปยังสนามหญ้าด้านล่าง มีเต็นท์สีสันสดใสกางกระจายอยู่โดยรอบ นักท่องเที่ยวหลายคนมุดเต็นท์ออกมาแต่เช้าตรู่เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หา ไม่ได้จากเมืองหลวง ในขณะที่หลายครอบครัวก็เริ่มติดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ข้างที่พักต้องบอกก่อนว่า ภารกิจของหน่วยจัดการต้นน้ำไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาการท่องเที่ยว แต่เป็นงานอนุรักษ์ป่า ฟื้นฟู วิจัย และพัฒนาป่าไม้ ป่าต้นน้ำ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่า และกิจกรรมงานบำรุงป่า ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่คาดหวังว่าจะได้รับความสะดวกสบายเช่นเดียวกับการไป เที่ยวในหลายๆ อุทยานแห่งชาติ ถือเป็นความเชื่อที่ผิด“เราเห็นชัดเจนอย่างหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในท้องที่ค่อนข้างขาดวินัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย เขามากางเต็นท์ มาดูดอกไม้สีชมพู ถ่ายรูปเสร็จกลับบ้าน ไม่เคยมีใครเข้ามาสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงวิธีการจัดการต้นน้ำว่าทำอย่างไร ไหนจะเรียกร้องสิ่งอำนวยความสะดวกอีกสารพัด จริงๆ เราไม่มีงบประมาณ ไม่มีแผนดำเนินการด้านการท่องเที่ยว แต่...เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามา เราก็พยายามดูแล คือพอเริ่มมีการจัดการท่องเที่ยวก็จัดสร้างห้องน้ำชั่วคราวให้สำหรับนักท่อง เที่ยวที่มากางเต็นท์ ที่นี่ฟรีทุกอย่าง ไม่มีค่าใช้จ่าย”จริงๆ แล้วที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะมี เส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอก ทางหน่วยฯ ไม่มีหน้าที่ด้านการดูแลการท่องเที่ยวโดยตรง กอปรกับไม่มีเจ้าหน้าที่ มีเพียงลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น การท่องเที่ยวบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าจะไปได้ดีจึงไม่เกิดขุนแม่ยะเริ่ม โด่งดังมาตั้งแต่ปี 2548-2549 จากการที่มีนักเดินทางเข้ามาถ่ายภาพแล้วนำออกไปเผยแพร่ ทำให้ใครๆ ต่างย่ำเท้าขึ้นมาตามล่าหาซากุระเมืองไทยกันทุกปีการบันทึกภาพดอกไม้แสนสวยเริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ 10 ปีก่อน กล้องถ่ายภาพอาจเป็นแค่อุปกรณ์ประจำครอบครัว แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นของใช้ส่วนตัวที่ใครๆ ก็มีฉันยืนดูพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าไปมา แม้เมฆครึ้มบนฟ้าจะไม่เป็นใจให้ได้ภาพดอกไม้ที่สวยงามดังหวัง แต่รอยยิ้มที่ฝังอยู่บนใบหน้าของทุกคนก็บ่งบอกได้ถึงความพึงพอใจที่ได้เดิน ทางมาเยือน ขุนแม่ยะ

ช่างเคี่ยน ขุนเขาใต้เงาสวรรค์

หากให้เสนอชื่อเส้นทางจักรยานที่สวยที่สุดในเมืองไทย นักปั่นตัวยงคงยกมือให้กับเส้นทางสายดอยสุเทพ - ขุนช่างเคี่ยน - ห้วยตึงเฒ่า ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเส้นทางที่สวยที่สุดแน่ๆ เพราะนอกจากสภาพป่าที่สมบูรณ์ท่ามกลางอุณหภูมิที่เย็นสบายแล้ว หากผ่านไปในฤดูดอกไม้บาน ก็จะได้เห็นสวรรค์สีชมพูตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาด้วยไม่ใช่ทริปจักรยาน แต่ระยะเวลาในการเดินทางดูไม่แตกต่างกันเลย เพราะรถสองแถวสีแดงที่กำลังไต่ระดับจากบ้านม้งดอยปุยขึ้นไปบนความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำเวลาได้ไม่ดีนัก มันช้าจนเรียกว่าเอื่อยก็ไม่ผิด คนขับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่า 4-5 คัน วิ่งแซงขึ้นไปพร้อมกับโบกมือทักทายผู้โดยสารในรถ ฉันส่งยิ้มให้ พร้อมๆ กับเสนอหน้าออกไปนอกรถด้านขวาคือภูผาสูงชัน ต้นไม้รายทางมีขนาดใหญ่เทียบได้กับต้นไม้ในป่าดิบชื้นหลายๆ แห่ง แดดรำไรด้านซ้ายส่องให้เห็นหุบเหวลึก แต่คงไม่มีใครพลาดลงไป เพราะทิวต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นเหมือนกำแพงธรรมชาติที่คอยปกป้องให้ทุกการเดินทางเป็นไปด้วยความปลอดภัยลมเย็นๆ ปะทะใบหน้าจนจมูกชื้น กว่าจะถึงจุดหมายก็เล่นเอาร่างกายชาดิก ฉันเดินเข้าไปหาอะไรอุ่นๆ คลายความหนาวเย็นในร้านกาแฟเล็กๆ ป้ายด้านหน้าเขียนไว้ว่า สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ไม่ผิดแล้ว ที่นี่เอง "สวรรค์ป่าซากุระ"กลิ่นหอมของเอสเปรสโซ่ กาแฟคั่วบดสายพันธุ์อราบิก้า ทำให้ฉันต้องละสายตาจากไร่กาแฟต้นกำเนิด แล้วมาฟัง ประเสริฐ คำออน นักวิชาการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ผละจากทีมนักวิจัยต่างชาติ มาเล่าถึงป่าซากุระเมืองไทยในไร่กาแฟให้ฟัง“เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ชาวบ้านทำการเกษตรไม่ได้ก็อพยพไป ทิ้งให้เป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ทาง UN และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ฝึกงานของเด็กนักศึกษาใน การวิจัยพืชเมืองหนาว ส่วนชาวบ้านเราก็ส่งเสริมให้มีการปลูกกาแฟอราบิก้าเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้ หลัก แล้วก็ปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งขึ้นมาซ่อมแซมป่าเมื่อประมาณปี 2532 ทำให้ระบบนิเวศน์บริเวณนี้ได้รับการฟื้นฟู”

ทั้งกาแฟและนางพญาเสือโคร่งจึงเติบโตขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ด้วยลักษณะทางกายภาพที่นางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงมากกว่า กอปรกับฤดูหนาวจะทิ้งใบและให้ดอกสีชมพูบานทั้งต้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมุ่งความสนใจไปที่ซากุระเมืองไทยหนักกว่าพืชชนิดอื่น

มองสำรวจไปรอบสถานีฯ พบว่ามีอาคารฝึกอบรมอยู่หลายหลัง ประเสริฐ บอกว่าอาคารเหล่านี้ใช้อบรมเกษตรกรในการผลิตกาแฟทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การคั่ว ไปจนกระทั่งถึงการบริโภค ทว่าปัจจุบันอาคารหลายหลังถูกแปรสภาพเป็นที่พักของนักท่องเที่ยว และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ทางสถานีฯ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักได้ โดยคิดค่าบริการหลังละ 600 บาท พักได้ราว 20 คน แถมมีเครื่องนอนและเครื่องครัวให้พร้อมจิบกาแฟเอสเปรสโซ่พอให้ร่างกายได้อบอุ่นแล้ว ฉันออกเดินตามทางไปยังไร่กาแฟ ทั้งสองข้างมีต้นกาแฟที่กำลังให้ผลผลิตอยู่หนาตา แทรกกันอยู่คือต้นนางพญาเสือโคร่งที่ผลิดอกเบ่งบาน มองเห็นสีชมพูเป็นทิวแถว บางส่วนก็ปลิดปลิวร่วงลงไปสร้างสีสันให้กับพื้นดินคล้ายงานศิลปะถ้าจะเดินให้ทั่วอาจต้องใช้เวลาถึง 2 วัน เพราะพื้นที่ 260 ไร่ในสถานีฯ ไม่ใช่สวนสาธารณะโล่งๆ ที่จะเดินได้รอบภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ฉันจึงเดินตรงไปยังแปลงพืชวิจัยที่ปลูกไม้เมืองหนาวไว้หลายชนิดตรงนี้มีทั้ง บ๊วย ท้อ พลับ และพลัม ซึ่งต้นหลังนี้กำลังออกดอกสีขาวบานสะพรั่ง สวยงามไม่แพ้นางพญาเสือโคร่งเลยทีเดียวเราเก็บภาพที่สวนพลัมอยู่นาน จนพระอาทิตย์ใกล้จะลับทิวนางพญาเสือโคร่งแล้วจึงนึกได้ว่า ยังไม่มีรูปนางพญาเสือโคร่งเลยสักใบ จะช้าอยู่ก็คงไม่ทันการณ์ เราเดินตรงไปยังต้นที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ทันทีนางพญาเสือโคร่งต้นแรกที่ปลูกบนสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยนอยู่ใกล้กับบ่อน้ำ ใครๆ ก็มารุมถ่ายภาพ เมื่อมองขึ้นไปจากจุดนี้จะเห็นดอกไม้สีชมพูอยู่รอบตัวเรา คล้ายยืนอยู่ท่ามกลางหุบสวรรค์ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม นักปั่นน่องเหล็กทั้งหลายจึงยกให้เส้นทางสายดอยปุย - ขุนช่างเคี่ยน เป็นหนึ่งในเส้นทางจักรยานที่สวยที่สุดในเมืองไทย

.....................

การเดินทาง

ไปขุนแม่ยะ จากเชียงใหม่ให้ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ที่หลักกิโลเมตร 34 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 (แม่มาลัย-ปาย) ลัดเลาะตามไหล่เขาไปจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 67+500 บริเวณด่านแม่ยะ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนดินประมาณ 8 กิโลเมตรก็ถึง แนะนำว่าควรใช้รถกระบะเพราะถนนค่อนข้างมีอุปสรรคและสูงชัน หากไม่มีสามารถใช้บริการรถกระบะจากด่านแม่ยะถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะได้ ติดต่อ สมบูรณ์ ยศสมุทร โทร. 08-0129-5406

สำหรับขุนช่างเคี่ยน อยู่ห่างจากเมืองเชียงใหม่ประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เส้นทางดอยสุเทพ-ดอยปุย ผ่านพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จากนั้นถนนจะเริ่มแคบลง เป็นทางคดเคี้ยวเข้าป่า ผ่านหมู่บ้านม้งดอยปุยขึ้นไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานีเกษตรวิจัยที่สูงขุนช่างเคี่ยน สอบถามเส้นทางเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0-5324-88604 และ 0-5324-8607

ที่พัก

นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์ไปกางได้ที่ลานกางเต็นท์หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะได้ ไม่เสียค่าบริการ หรือจะพักที่อำเภอปาย แนะนำ เบลล์ วิลล่า รีสอร์ท โทร. 0-5369-8226-7, 0-2693-2895, 0-2693-3990 Ext. 601, 604