
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ว่ากันตามตรง ชายหาดหัวหินเหมือนชายหาดในละแวกใกล้เคียง อาจดีกว่าชายหาดชะอำ ตรงที่มีทรายละเอียดกว่าในบางจุด คนที่เคยเที่ยวกระบี่ ภูเก็ต หรือเกาะต่าง ๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกมาแล้ว อาจไม่สนความสวยแบบหาดหัวหิน เพราะทะเลใส ๆ สีไม่เขียวกระจ่างหรือฟ้าเข้มเหมือนในโปสการ์ด
แต่นี่...เป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวแต่ละคน
ความวิเศษของหัวหินที่เมืองชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ แห่งอื่นไม่มี หรือยังไม่อาจเทียบได้คือ เรื่อง อาหารการกิน ...มีเมืองไหนอีกหรือครับ ที่คนเข้าแถวรอกินไอศกรีม ข้าวเหนียวมะม่วง (ไม่ใช่จัดฉากเหมือนร้านขายขนมโรตีในกรุงเทพฯ เมื่อสามสี่ปีก่อน)
หัวหินมีร้านอาหารและของกินให้นักท่องเที่ยวตามมากินมากมายก่ายกอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ที่มาทั้งครอบครัวและกลุ่มคนหนุ่มสาว มาถึงหัวหินไม่ได้ลงทะเลหรอกครับ แต่ตามกินอาหารตามลายแทงบ้าง ถามไถ่เพื่อนพ้องผู้เคยลองมาแล้วบ้าง และระยะหลังใช้วิธีเปิดเน็ต เช็คว่าร้านไหนอร่อย ได้บรรยากาศ และเท่ พวกเขาก็จะตามไปกิน
ตรงนี้ ทำให้เมืองหัวหินโดดเด่นขึ้นมา ไม่เหมือนเมืองท่องเที่ยวชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ แห่งอื่น ๆ
ชาวเมืองหัวหินนั้นเป็นผู้ชื่นชอบและภาคภูมิใจในอาหารของพวกเขาไม่แพ้บ้านเมืองอื่น และออกจะมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่เชื่อลองคุยกับพวกเขาสิครับ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็ถามไถ่ว่า ร้านอาหารไหนอร่อย รับรอง คุยยาวแน่นอน
อย่างผมเป็นตัวอย่างประไร ได้คุยกับ คุณวิ เจ้าของ หัวหิน รศ. ๑๒๖ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ใกล้สะพานปลา แม้คุณวิจะเป็นคนชอบกิน แต่เธอก็ไม่จ้ำม่ำเหมือนสามีคือคุณน้องแต่อย่างใด (555)
“ถ้าพี่ชอบอาหารรสไทยอย่างที่ฝรั่งเรียกโฮมเมด พี่ต้องตื่นเช้าหน่อย เป็นร้านข้าวแกงขายหกโมง สิบเอ็ดโมงนี่เลิก เพราะขายเกลี้ยง” ร้านที่คุณวิพูดถึงชื่อ ร้านแม่ช่วง
คุณต้องเข้าซอยหัวหิน 74 ตรงผ่านสี่แยกป้อมตำรวจ (คนหัวหินเรียกว่า แยกสห.) ตรงไปอีก 25 เมตร ร้านแม่ช่วงอยู่ซ้ายมือ ห้องแถวสุดท้าย (ข้างล้วนร้านอาหารฝรั่ง) เครื่องแกงทุกอย่างแม่ (หรือป้าหรือยาย) ช่วงตำเองหมด รายการอาหาร 10 กว่าชนิด สับเปลี่ยนกันไป แต่แกงยืนพื้นคือ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลา อร่อยสุด ๆ กินได้กับทั้งขนมจีนและราดข้าว แกงป่าไก่บ้าน เนื้อเหนียวสับชิ้นเล็ก ๆติดกระดูก เครื่องแกงป่าแบบเมืองเพชรผสมเมืองประจวบฯ ใส่มะเขือขื่นผ่าครึ่ง ได้กลิ่นและรสซ่า ๆ เนื้อเค็ม หั่นบาง ๆ หรือ หมูทอดกระเทียม ชิ้นหนา กินกับแกงรสเผ็ดได้หมด อยากกินปลา ขึ้นกับว่าปลาไหนสด ปลากระเบน ปลาจาระเม็ด ทอดหรือราดพริก ปลาจวดทอด ปลาโอผัดฉ่า เนื้อแน่น ๆ นั่นสดแท้ หน้ามะรุมคือระยะนี้ (เมษายน-พฤษภาคม) จะได้กิน แกงคั่วมะรุมกับปลาริวกิว
ร้านป้าช่วง ราคาถูก สะอาด และสุดอร่อย (กินก่อนนั่งรถทัวร์กลับหรือเพิ่งมาถึงจากกรุงเทพฯ จะสะดวกที่สุด) ถึงทะเล ต้องกินอาหารทะเลจริงสุด ๆ ล่ะครับ สำหรับคนไทย ผมว่าเราคุ้นกับปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทูก็เป็นหนึ่งในบรรดาปลายอดนิยม คนไทยนิยมกินกับน้ำพริก
ร้านปลาทู ข้างถนนชมสินธุ์ เข้าซอยหัวหิน55 เลยสี่แยกโต้รุ่งเล็ก ไปอีกประมาณ 20 เมตรซ้ายมือ
ร้านนี้เชี่ยวเรื่องปลาทู และน้ำพริกไม่ต่ำกว่า 5 ชนิด เช่น น้ำพริกมะขาม น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกแกง น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกอ่อง อย่างหลังนี่อร่อยต้นตำรับเพราะแม่ค้าเธอเป็นคนเมืองแพร่ขอรับพี่น้อง นอกจากนี้ยังมี หอยดอง กลิ่น-รสดี กินกับผักสด ผักลวกตักตามใจชอบ
ขอแนะนำ แกงส้มพริกนก (โรยกะเพรา) ปลาทูนึ่ง รสเปรี้ยวเผ็ดพอสะดุ้ง กินกับ ยำปลาทู ที่มีเนื้อปลาและเครื่องปรุงคลุกเคล้าลงตัว หรือจะกินคู่ ปลาทูทอด และชะอมหรือมะเขือยาวหั่นแฉลบชุบไข่ทอด กินพร้อมข้าวร้อน ๆ และน้ำพริกตามรสนิยม เก็บตังค์-ร้อยหนึ่งไป มีทอนกลับบ้านครับ
ร้านเปิดขายตอนอาหารเย็นพอดี บรรยากาศเป็นร้านริมถนน คนขับมอเตอร์ไซค์รอซื้อใส่ถุงไปกินบ้าน นั่งกินที่ร้านระวังกลิ่นและควันรถสักหน่อยก็ดี เลือกนั่งโต๊ะไกลซุ้มหน้าร้านสะดวกสบายใจกว่า
ร้านที่นั่งสบาย อร่อย สะอาดและร่มรื่นด้วยต้นหมากรากไม้ แม้ไม่ใช่อาหารทะเล แต่ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมักไก่-หมูตุ๋นเจ๊เซี้ยม เป็นที่ร่ำลือ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า กินมา 10 กว่าปี ทุกวันนี้ยังอร่อยเหมือนเดิม ที่สำคัญเขาว่า คุ้มเงิน รสชาติคงเส้นคงวาขนาดนี้ ลูกค้าย่อมแน่นเป็นธรรมดา เอาเป็นว่า ตั้งแต่ 10 โมงของเช้าวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ รถยนต์จากกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง จอดสองฟากถนนใกล้หน้าร้านเหมือนมีงานเลี้ยงกินฟรี ประมาณนั้นเทียว ส่วนวันธรรมดาเป็นวันของคนหัวหิน ผู้ทำงานเอกชน/ราชการ แวะกินก๋วยเตี๋ยวด้วยบรรยากาศของครอบครัว ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงบ่าย 3 โมง ...
ก๋วยเตี๋ยวหมักไก่-หมูตุ๋นเจ๊เซี้ยม อยู่ถนน แนบเคหาสน์ เข้าได้หลายทาง ไปทางซอยหัวหิน 45 ชนถนนใหญ่เลี้ยวขวาอีก 20 เมตรร้านอยู่ซ้ายมือ หรือเข้าซอย 55 เลี้ยวซ้าย วิ่งตรงอีกกิโลกว่า ร้านอยู่ซ้ายมือ ไป/มาไม่ถูกถามใคร ๆ ก็รู้ อะ...ดังขนาดนั้นเชียว
เหมาะสำหรับมื้อเที่ยงครับร้านนี้ ไก่ หมู เส้นต่างๆ ผักและเห็ดหอม ไปจนถึงรายละเอียดของเครื่องปรุงรสเช่น น้ำปลา น้ำส้ม น้ำตาลใช้แต่ของดีที่คนทั่วไปซื้อติดครัว บวกความพิถีพิถันของการหมักจึงได้น้ำซุปรสกลมกล่อม เส้นลวกอย่างดี ไก่ (น่อง) และหมู (ซี่โครงอ่อน)เนียนนุ่ม กลิ่นรสเครื่องหมักเครื่องปรุงเข้าเนื้อ ว่างั้น
ร้านนี้เป็นเหมือนสวนอาหาร มีขายอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากนางเอกคือก๋วยเตี๋ยวที่พูดถึงข้างต้นยังมี ทอดมันปลาอินทรีย์(3 ดาวครึ่ง) ลูกชิ้นหมูปิ้ง (3 ดาวครึ่ง) นอกจากนี้ยังมีก๋วยเตี๋ยวเช่น ผัดไทยกุ้งสด ห่อหมกปลาและห่อหมกปูไข่แมงดาทะเล และ ขนมจีนซาวน้ำ ตบท้ายด้วยน้ำดื่มสมุนไพรไทย มะตูม กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย และ น้ำใบเตย
กินมื้อเที่ยงเสร็จ ขับรถตรงเข้าตัวเมืองหัวหิน ผ่านสี่แยกแรกได้ 30 เมตร เหลือบมองซ้ายมือ จะเห็น รถขายกล้วยทอด (มัน/เผือก/ฟักทอง) ที่ขายดิบขายดีขนาดมีคนรอตั้งแต่เพิ่งเปิดร้าน ตั้งกระทะใบบัว (ทองเหลือง 2 ใบ) กล้วยทอดเจ้านี้จิ้มกับนมข้นหวานแปลกไปอีกแบบ ผมว่าไม่จิ้มก็อร่อยแล้วครับ
ตรงมาเรื่อย ๆ เจอ 4 แยกที่ 2 พอชน ถนนชมสินธุ์ เลี้ยวขวากลับไปออกหัวหินซอย 55 เลยแยก 20 เมตร ซ้ายมือ (เลยตลาดโต้รุ่งเล็ก) บ้านเก่าสีขาวหลังสวย มีของกินอีก 2 อย่าง ตรงหน้าบ้านมีแผงขาย ผลไม้ เจ้าของชื่ออะไรไม่ทราบแต่ผมเรียก น้าอ้วน (แฮะ ๆ ๆ พี่ไม่โกรธนะ) เมื่อก่อนร้านผลไม้นี้อยู่ 4 แยก มุมร้านกาแฟดอยตุง ย้ายมาตรงนี้ได้ 3-4 ปีแล้ว ผมเคยเห็น คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ลงรถตู้รอซื้อผลไม้ด้วยตัวเอง
ผลไม้สดร้านนี้อร่อยทุกอย่าง เพราะเจ้าของเอาใจใส่ มะม่วงชอบแบบเปรี้ยว สามรส หรือมัน จงบอกเถิด แล้วมะม่วงแต่ละชนิดนี้น้าอ้วนก็หั่นไม่เหมือนกัน ชอบเครื่องจิ้มกะปิหวานหรือน้ำตาลปี๊บ สอบถามได้ว่า เครื่องจิ้มอะไรเข้ากับรสมะม่วงแบบไหน ฝรั่งอยากกินแบบกรอบนิ่มหรือกรอบแข็ง บอกได้ตามรสนิยม ชอบผลไม้ดอง/เชื่อม แนะนำ 2 อย่างคือ มะกอกกับกระท้อน
บ้านสีขาวหลังสวย มีชื่อว่า บ้านป้าปรางค์ ขายขนมไทยหลายชนิด หลายคนเคยยินแค่ชื่อ มาร้านป้าปรางค์ได้กินสมใจ ไม่ต้องกลัวอ้วน ถ้วยละ 10 บาท กำลังพอดี
หน้าร้อนช่วงนี้มีขนม ข้าวต้มน้ำวุ่น (น้ำเชื่อมน้ำแข็งทุบ) ทั้งอร่อยหอมหวาน เห็นป้าปรางค์นั่งห่อข้าวเหนียวด้วยใบตองเป็นรูปสามเหลี่ยม กลัดไม้กลัดด้วยตัวเอง ก็อร่อยแล้วล่ะครับ
ขนมไทยเกือบ 10 ชนิด ร้านป้าปรางค์อร่อยทุกชนิด กะทิข้นเพราะคั้นเอง ข้าวเหนียวถั่วดำ สุดยอด ข้าวฟ่าง ปากริมไข่เต่า สาคูมะพร้าวอ่อน ฟักทองแกงบวด ฯลฯ
เรื่องกินนี่ยิ่งเขียนยิ่งพูดยิ่งยาว อันที่จริงมีร้านอาหารประเภทอิ่มได้ไม่ถึง 100 บาท อีกหลายร้าน พอดีหน้ากระดาษหมด กระผมขอยกยอดรายการทัวร์ไปคราวหน้านะขอรับ...
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เลียบแนวเลาะทางแนบน้ำโขง
ถึงปากทางเข้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติผาแต้ม หน่วยที่ 1 (สร้อยสวรรค์) ใช้เวลาไม่มาก แต่หลังหักพวงมาลัยรถเลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางเข้าไปยังตัวหน่วยพิทักษ์ฯ เท่านั้นเอง สภาพถนนเริ่มขรุขระและเป็นถนนลูกรังในบางช่วงที่ผ่านกลางหมู่บ้าน ควรชะลอความเร็วเพราะอยู่ในเขตชุมชน ความช้าของจังหวะล้อที่เคลื่อน เปิดโอกาสให้ได้พบเห็นชีวิตผู้คนซึ่งเป็นดั่งเจ้าบ้าน การได้เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันไปมาระหว่างใต้ถุนบ้านที่อยู่ติดๆ กัน ภาพวงสนทนาที่ร้านน้ำแข็งไสของผู้ใหญ่วัยกลางคน กระทั่งชายชราที่ถอดเสื้อ มีผ้าขาวม้าพาดบ่ายืนหลบรถของพวกเราจนขาข้างหนึ่งย่ำเข้าไปในพงหญ้าข้าง ทาง... เหล่านี้เป็นภาพที่เห็นได้จากการขับรถอย่างเคารพความเป็นชุมชน และทั้งหมดมองได้(ชัด)จากความไม่เร่งรีบเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่เสียค่าบริการมาจากผาแต้มแล้ว แค่แสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่ดูก็สามารถผ่านเข้าไปยัง น้ำตกสร้อยสวรรค์ ได้เลย ทางเดินในช่วงแรกเป็นทางราบที่แม้ในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวเช่นนี้ก็ยังพอ มีดอกไม้ให้แวะชมระหว่างทาง แม้จะไม่ละลานตาเต็มลานกว้าง แต่ความงามของทั้ง แดงอุบล และ หยาดน้ำค้าง ก็หาได้ลดลงในยามยืนต้นชูช่อบนผืนดินไม่ไกลต้นทางน้ำตก ก่อนถึง... ทางลงค่อนข้างสูงชัน แต่มีราวบันไดไว้ให้จับ จึงไม่ยากเกินไปกับเสียงน้ำตกดังที่ยินเสียงใกล้เข้ามา ทั้ง สายน้ำที่ทิ้งตัวกระทบลานหิน กระเซ็นเป็นละอองน้ำไปรอบทิศทาง กับทางน้ำที่ไหลลดหลั่นตามแนวขั้นบันได มีจังหวะทั้งเร่งและผ่อนชะลอก่อนถึงลานหินเบื้องล่าง สายน้ำทั้งสองมาบรรจบกันก่อนไหลลงสู่ปลายน้ำ -แม่น้ำโขง- ชื่อสร้อยสวรรค์มีที่มาจากการที่สองสายน้ำมาเชื่อมคล้องกันเช่นสายสร้อยนั่น เอง ผมมีโอกาสสบตากับสายน้ำตกที่ทิ้งตัวเป็นแนวขั้นบันไดก่อน ซึ่งมีต้นน้ำอันเกิดจาก ห้วยสร้อย แม้อยู่ไกลตากว่าก็ตาม ส่วนสายน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาตามแนวดิ่งหน้าผา 90 อาศานั้นมีต้นน้ำอันเกิดจาก ห้วยสะหนมซึ่งต้องเดินเข้าไปให้ใกล้จึงจะเห็นชัดเนื่องจากมีแนวต้นไม้บังอยู่ ด้วยความสูง 50-90 เมตร ความกว้างราว 30 เมตร นี่คือความพิเศษโดยแท้ที่สรรค์สร้างมาจากตาน้ำบนลานผาสูงก่อนคืนสู่มหานที แม่น้ำโขง และหมุนเวียนแปรสลับในวงวัฏหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตมานานนับแต่ครั้งโบราณกาล ระหว่างทางเชื่อมโยงโขงสองฝั่ง
ตามทางหลวงหมายเลข 2112 สุดเขตอุบลราชธานีที่ อ.เขมราฐ เพื่อจับเส้นทางหลวงหมายเลข 2242 ที่จะเชื่อมกับ 2034 อันเป็นทางหลวงเส้นที่เลียบชิดแม่น้ำโขงที่สุด ตั้งแต่เข้าเขต อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และต่อเนื่องจนเข้าสู่เขต จ.มุกดาหาร ในที่สุด เข้าเขตเมืองปัญหาที่มักยากหลีกเลี่ยงคือไฟจราจร บ่อยครั้งทำให้รถทั้งสามคันในคณะของเราพลัดหลงกัน ถนนซอกซอยในตัวจังหวัดก็เช่นกันที่มักเป็นทางเลือกที่ไม่ง่ายในการตัดสินใจ ที่มุกดาหารก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จนเมื่อพ้นเขตชุมชนออกมา การจอดรอจึงเป็นทางออกที่ผมตัดสินใจร่วมกับโชเฟอร์รถนำขบวน และช่างเป็นความบังเอิญอันแสนโชคดีที่จุดจอดรถข้างถนนของพวกเราเดินไปอีกไม่ กี่ก้าวก็เห็นแม่น้ำโขงเต็มตา แม้จะเป็นมุมมองในเขตเมืองที่มองไปซ้ายขวาเห็นแต่ร้านอาหารก็ตาม ลมแม่น้ำพัดแรงพอสมควร เสียงใบต้นกล้วยริ่มตลิ่ง(สูง)ข้างร้านอาหารแห่งนั้นดังชัดเจน มองไปเห็นทางยาวตลอดใบแตกเป็นริ้วลู่ลม ตลิ่งด้านล่างนอกจากเรือหาปลาของชาวบ้านแล้ว ผมเห็นเรือลาดตระเวนของตำรวจน้ำจอดอยู่ข้างบ้านพักที่ปลูกไว้บนแพอย่าง มาตรฐาน ถ้าเข้าใจไม่ผิดคงเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่ ไกลออกไปกลางลำน้ำกว้าง มีแก่งที่วางตัวขนานทางน้ำอยู่ พยายามมองเพ่งดูก็ไม่เห็นทั้งสิ่งปลูกสร้างและความเคลื่อนไหวของผู้คน คงมีแต่พุ่มไม้ท่ามกลางหย่อมหญ้าสีเขียวกลางเปลวแดดช่วงบ่ายคล้อยเย็น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือบางอย่างที่พาดแนวขวางทางน้ำ เชื่อมสองแนวดินเข้าไว้ด้วยกัน ผมมองเห็นอยู่ไกลๆ และกำลังจะออกเดินทางเพื่อไปมองใกล้ๆ ให้ชัดพร้อมๆ กับคณะของเราอีกสองคันที่ตามมาสมทบแล้ว ระดับน้ำที่ลดลงเห็นได้จากคราบที่เกาะจับอยู่ที่ตอหม้อของ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างมุกดาหารของไทยเรากับ แขวงสุวรรณเขต ของประเทศลาว ให้สามารถไปมาค้าขายกันได้สะดวกกว่ายุคเก่าก่อน ภาพบ้านเรือนที่มองเห็นจากฝั่งของเพื่อนบ้านดูแล้วไม่ต่างจากฝั่งบ้าน เรามากนัก จะมีก็เพียงความเขียวครึ้มของต้นไม้น้อยใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดปิดบังความจริง เบื้องหน้าได้ นอกจากดูชื่นตาแล้ว ยังแอบชื่นใจในการเห็นคุณค่าของฝั่งสุวรรณเขตจริงๆ ต้นไม้อยู่ได้กับทุกชุมชนไม่มีข้อยกเว้นใด นอกเสียจากว่าคนจะสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง ภาพสุดท้ายของแม่น้ำโขงผมเห็นคนหาปลาช่วงน้ำลดขมีขมันกับการงานของตน เองอยู่ไม่ไกลตลิ่ง ขณะที่ไกลออกไป เรือดูดทรายจอดนิ่ง แม้ว่าจะกำลังเร่งดูดทรายแม่น้ำอยู่อย่างเต็มกำลังก็ตาม แต่จากสายตาของผมดูยังไงก็ไม่เห็นท่วงท่าอันเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำ ซึ่งต่างจากความรู้สึกยามมองดูคนหาปลา... ถนนเลียบแม่น้ำที่คณะของเราเดินทางทวนทางน้ำมาตลอดนับจากโขงเจียม บัดนี้กำลังฉีกตัวเข้ามาในแผ่นดิน โดยเฉพาะบนทางหลวงสาย 212 ที่เริ่มต้นจากตัวเมืองมุกดาหารจนเข้าสู่เขต อ.หว้านใหญ่ ปลายทางของทริปนี้อยู่ที่อำเภอแรกของ จ.นครพนม ด้านที่ติดต่อกับ จ.มุกดาหาร ซึ่งไม่น่าเกินหนึ่งชั่วโมงสำหรับการเดินทางที่มีจุดหมายยังศาสนสถานอัน สำคัญยิ่งของแผ่นดินอีสาน ซึ่งว่ากันว่าเป็นอีกสะพานเชื่อมหนึ่งของพี่น้องสองฝั่งโขงที่ดำรงคงมั่นมา นับนานเกินกว่าอายุของสะพานแห่งใด สูงตระหง่านนำทางสายตาให้มองตามมาจนลอดซุ้มทางเข้าไปยังลานจอดรถของ วัดพระธาตุพนมรมหาวิหาร แม้ว่าเป็นช่วงเย็นแล้วก็ตามแต่ภาพผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศเพื่อสักการบูชา พระธาตุพนม ดูราวกับว่าเวลาไม่ใช่เงื่อนไข พระธาตุพนมเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยม วัดโดยรอบได้ 49.36 เมตร สูงจากพื้นดินถึงยอดฉัตร 57เมตร แบ่งเป็น 4 ตอนตามแนวตั้ง คือ ตอนที่ 1 และ 2 เป็นรูปปรางค์มีซุ้มทั้งสี่ด้าน มีรูปลายสลักอิฐเป็น รูปก้านขด และ รูปกษัตริย์โบราณ ซึ่งทั้งสองตอนนี้เป็นของโบราณ โดยเฉพาะอิฐแดงเป็นของโบราณแท้ ส่วนที่ฉาบปูนโบกไว้เป็นของที่ซ่อมแซมในภายหลัง ถัดไปเป็น บัวคว่ำ และ บัวปากระฆัง ตอนที่ 3 คือ ตัวระฆัง และส่วนบนสุดตอนที่ 4 เป็น ยอดฉัตร แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่พิจารณาเทียบเคียงจากงานศิลปกรรมที่ปรากฏบนองค์พระธาตุทั้งขอม ทวาราวดี และจาม จึงพอสันนิษฐานว่าสร้างมาไม่ต่ำกว่า 1,500 ปี ขณะที่แสงของวันเริ่มสลัวราง แต่มิอาจบดบังภาพจริงเบื้องหน้าได้แม้เพียงน้อย ด้วยความจริงที่ดำรงอยู่ไม่เคยถูกกลบลบกลืนด้วยเพียงแค่การมาย่ำเยือนของ ราตรีกาล ผมกำลังจะเดินออกมาทางประตูข้างวิหารคด แต่แล้วก็ต้องหยุดด้วยความสนใจ เมื่อเห็นชายวัยกลางคนทั้งคู่กำลังนั่งสลักแผ่นไม้อยู่อย่างไม่สนใจต่อ เงื่อนไขของเวลา สอบถามจึงได้ความว่ากำลังแกะสลัก บานประตูวิหารคดด้านตะวันตก อยู่ ด้วยมืองานของคนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่สืบพระพุทธศาสนาในอีกทางหนึ่ง เพื่อรอเปิดรับพี่น้องทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งลาว ที่ต่างมอบความเคารพศรัทธาต่อพระธาตุพนม นี่คือสะพานมิตรภาพถาวรโดยแท้ของคนสองฝั่งโขง และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่กำลังมองภาพรอบตัวจากบนสะพานเวลา ขณะที่รถกำลังจะพ้นจาก อ.ธาตุพนม ผมบอกกับตัวเองในใจว่า....
ทริปนี้ถึงแล้วซึ่งความตั้งใจ
